|
068 เนเธอร์แลนด์แดนกังหัน ภาคสอง
เราก็มาฟังเรื่องเล่ากันต่อ เนื่องจากเมื่อคืนห้องข้างๆ ก็ส่งเสียงดังอีกตามเคยพวกเราเลยตื่นแต่เช้าไปเก็บไข่เอาแรงแทน (อาหารเช้าของที่นี้เค้าจำกัดไข่ต้มด้วย ต้มแค่สองรอบต่อวันมาสายมันหมดก็อดกัน) วันนี้มาเช้ากะว่าจะกินไข่เต็มที่ แต่ก็ดันมาเช้าเกินไข่ก็ไม่ทันต้ม ต้องไปนั่งเฝ้าเพราะว่าเดี๋ยวจะมีคนมาฉกไป วันนี้เราก็ไปชะโงกทัวร์กัน (คือ ซื้อทัวร์แล้วเค้าก็พาไปจอดที่ต่างๆ ให้ลงบ้างไม่ให้ลงบ้าง) ตอนกำลังจะขึ้นรถทัวร์พี่เค้าก็มาบอกว่าให้รีบวิ่งไปเพราะว่าทัวร์เค้ารอพวกเราอยู่กลุ่มเดียว พวกเราก็รีบวิ่งไปทันใดไม่รอช้า แต่แล้วก็ต้องหันกลับมาพร้อมกับวิ่งซอยเท้าถามว่าแล้วจะให้วิ่งไปทางไหนหล่ะ (ก็ขำครืนกันทั้งขบวน) ทัวร์ครั้งนี้มีหัวหน้าทัวร์คือเลดีกาก้า (แกแต่งตัวเหมือนเลยหล่ะ) ที่แรกที่พาไปก็คือการแสดงการทำเซรามิคด้วยมือ (ทุกทัวร์ก็ต้องพาไปให้ซื้อของอ่ะนะ เหมือนกันทั้งทัวร์จีน ทัวร์ฝรั่ง) เค้าบอกว่าเหลือแค่สองโรงงานในเนเธอร์แลนด์แล้วที่ทำด้วยมือ ราคาก็เลยแพงตามไปด้วย เห็นแล้วก็ไม่กล้าเข้าใกล้เท่าไหร่เลยอ่ะ
จากนั้นก็พาไปหย่อนตรงหน้าศาลโลกห้านาที พวกหมู่ไทยอย่างพวกเราก็สบายมากวิ่งกันให้พล่านเพื่อเก็บภาพให้ได้ทุกองศา ไม่ให้พลาด (ฝรั่งเห็นคงขำพวกนี้ถ่ายรูปได้เข้าเส้นเลือดจริงๆ)
แล้วก็ไปแวะหน้าวังให้ดูประตูวังซักหน่อย พึ่งรู้ว่าเค้าปกครองระบอบกษัตริย์ด้วย แต่ที่นี้เป็นราชินีนะ แล้วจุดสุดท้ายก็ไปเมืองจำลอง แต่จะจำลองเฉพาะตึกของประเทศเค้าเท่านั้น ก็น่ารักดี

วันที่สามเราก็ตื่นกันสายหน่อยไม่ใช่ว่าเค้าเสียงไม่ดัง แต่ไม่ได้นอนติดกันหลายวันมันก็ไม่ไหว วันนี้เราก็ไปเที่ยวหมู่บ้านกังหันลมกัน มักังหันไม้หลายๆ อันติดๆ กัน แล้วบ้านเค้าก็น่ารักมากเลย มีการโชว์ทำรองเท้าไม้ให้ดูด้วย แล้วก็พิพิธภัณฑ์ต่างๆ


ที่ขำก็คือเข้าไปบ้านหลังนึงก็มีคุณลุงมาบอกว่ามีเพนต์ไข่ด้วยนะสนุกนะไป เล่นซิ เราก็เอาไปดูหน่อย เอ่อมีแต่เด็กอายุสิบขวบนั่งเล่นอยู่ (สงสัยเราจะเป็นเด็กในสายตาคุณลุง แหม คุณลุงน่ารักจริงๆนะเนี่ย)
ตอนเย็นพวกพี่ๆ ก็เรียกร้องไปถิ่น red light district อีก เพราะพี่เค้าอยากดูแบบแปลกๆ บ้างเพราะครั้งแรกเห็นแต่แบบสวยๆ ไปครั้งที่สองโอ้โหเค้ามีเต้นยั่วยวนลูกค้าด้วยอ่ะ สาว ๆ อย่างเราก็มองเพลินไปเลย หนุ่มๆ ก็ต้องซับน้ำลายกันไปหลายยก คราวนี้ก็เจอแบบแปลกๆ ก็มีอวบๆ สูงอายุนิดนึง แล้วก็แบบผิวดำ
วันที่สี่เมื่อคืนได้หลับสนิทสบายตลอดคืนเพราะพวกเด็กนรกได้ย้ายออกไปแล้ว เปลี่ยนหน้ามาเป็นคนมาเลย์บ้านใกล้เรือนเคียงแทน เรืองเสียงไม่เป็นปัญหาแต่มันมีปัญหาก็ตรงที่เค้าอาบน้ำเหมือนกันนี่ซิ คราวนี้ำคนยี่สิบชีวิตก็ต้องมาแย่งใช้ห้องน้ำห้องเี่ดียวใครดีใครได้เท่านั้น วันสุดท้ายก็ไปดูบ้านแอนน์ แฟรงค์ (รู้จักกันรึเปล่า เค้าเป็นเด็กชาวยิว ที่เขียนไดอารีี่ชีวิตเค้าเอาไว้ช่วงที่เค้าหลบซ่อนตัวจากนาซี เพราะเค้าจะจับชาวยิวไปเป็นเชลย ทรมารและฆ่า) เค้าก็หลบซ่อนกันในบ้านตั้งสองปีอยู่กันแปดคน เค้าก็เล่าว่าไม่ค่อยได้เห็นแสงตะวันเลยเพราะต้องปิดม่านตลอด การได้เห็นแสงดูจะเป็นของมีค่าสำหรับเค้ามากๆๆ) แต่สุดท้ายก็โดนจับเพราะว่ามีคนหักหลังโทรไปบอกทหารเยอรมัน พวกเค้าเลยโดนจับตัวไปได้แล้วก็เสียชีวิตกันหมด เหลือรอดก็พ่อเค้าคนเดียว พ่อเค้าเลยเอาบันทึกมาพิมพ์ขายเผยแพร่หล่ะนะ ที่นี้เค้าก็จะไม่ให้ถ่ายรูป ที่ซ่อนเค้าจะอยู่หลังตู้หนังสือ บรรยากาศภายในนั้นไม่รู้เพราะอากาศไม่ถ่ายเท หรือว่าอ่านเรืองเค้าแล้วมันหดหู่ มันรู้สึกอึดอัดมากเหมือนหายใจไม่ทั่วท้องเลยอ่ะ แล้วอ่านไปก็เศร้าสุดๆ สงสารเค้าจัง สุดท้ายน้องแอนน์ (เค้าอายุสิบหกสิบเจ็ดเอง) ก็ป่วยตายเค้าตายหลังจากพี่สาวเค้าสามวันเองคงเพราะไม่มีกำลังใจแล้ว นึกว่าไม่เหลือใครเพราะเค้าแยกค่ายกับพ่อแม่เค้า เอาหล่ะพอจบจากเรื่องเศร้าๆ เราก็ไปหาอะไรสนุกๆ ทำดีกว่านั่นก็คือการาิกินคราวนี้ก็มากินอาหารญี่ปุ่น (มาที่นี้ยังไม่ได้กินอาหารประจำชาติเค้าเลยนะเนี่ย ก็คือ แพนเค็ก เสียดายเหมือนกัน) อร่อยมาก คนเสริฟก็หล่อมาก พอกินอิ่มก็ได้เวลาลาจากเนเธอร์แลนด์ดินแดนกังหันแล้วหล่ะ
วันนี้ก็ ลาไปก่อนนะ โอกาสหน้าฟ้าใหม่จะมาเล่าเรื่องให้ฟังใหม่จ๊ะ
คิดถึง



